Sunday, February 10, 2013

... เสียงกระซิบ .. เปิดความคิดถึง ..

.. กระซิบเสียงความคิดถึงไว้หนึ่งเสียง...

 ค่อยร้อยเรียงเคียงในหัวใจเจ้า

 ปลอบละมุนอุ่นอวลล้วนแผ่วเบา

 กระทั่งกาลแก่เก่ายิ่งเงางาม..?

เสียงกระซิบ .. เปิดความคิดถึง ..

 โดย.. ลุงใหญ่ 22-01-2556


... การตั้งสติพิจารณา " ความตาย " ...


... การตั้งสติพิจารณา " ความตาย " อยู่เสมอนั้นเป็นกุศลกรรม (เป็นสิ่งที่ดี)

... แต่การทำให้คนอื่นต้องหวาดหวั่นและวิตกกังวลนั้นเป็นอกุศลกรรม (เป็นสิ่งไม่ดี)

ปล. การเผชิญหน้ากับความตายอย่างไรดี
ถ้าพูดถึงความตายแล้ว คนไทยเห็นว่าเป็นเรื่องอัป...มงคล จะไม่ค่อยพูดกัน เว้นว่าจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ความตายเป็นเรื่องที่ทุกคนหลีกหนีไม่พ้น พระพุทธเจ้าจึงให้ระลึกถึงความตายเสมอๆ ในบทสวดมนต์หลายบทมีคำสวดที่ให้ระลึกถึงความตาย เช่น

บทพิจารณาสังขาร ...
ตอนหนึ่ง ที่ว่า ฯลฯ
อะธุวัง ชีวิตัง, ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน, ธุวัง มะระณัง,
ความตายเป็นของยั่งยืน,
อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง, อันเราจะพึงตายเป็นแท้, มะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตัง,
ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ, ชีวิตัง เม อะนิยะตัง, ชีวิตของเรา เป็นของไม่เที่ยง, มะระณัง เม นิยะตัง,
ความตายของเรา เป็นของเที่ยง, ฯลฯ
บทสวด อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ ...
ตอนที่ว่า ฯลฯ
มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต (ตีตา)
เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ ฯลฯ

บทสวด มรณสติกัมมัฎฐาน ...
ตอนที่ว่า ฯลฯ
อะธุวัง โข เม ชีวิตัง, ชีวิตนี้เป็นของไม่ยั่งยืน, ธุวัง มะระณัง เอกังสิกัง,
ความตายนั้นยั่งยืนโดยส่วนเดียว, อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง, เราพึงตายเป็นแน่แท้,
มะระณะ ปะริโยสานัง เม ชีวิตัง,
ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ,
มะระณะ ปะฏิพัทธัง เม ชีวิตัง,
ชีวิตของเราเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วยความตาย,
มะระณะธัมโมมหิ, เรามีความตายเป็นธรรมดา, มะระณัง อะนะตีโต,
จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้,
มะระณัง ภะวิสสะติ,
ความตายจักต้องมีโดยแท้,
ชีวิตินทฺริยัง อุปัจฉิชชิสสะติ,
อินทรีย์คือชีวิตจะเข้าไปตัด,
มะระณัง มะระณัง,
ความตาย ความตาย, เอกังสิกัง.
เป็นไปโดยส่วนเดียวแน่แท้แล.

เราเผชิญกับความตายในสองสถานะ คือ
หนึ่งเป็นคนที่กำลังจะตายเอง
กรณีความตายจากการเจ็บป่วย จากความชรา ไม่ใช่การตายแบบผิดปกติ เช่นอุบัติเหตุ ฯลฯ

สองเป็นผู้เกี่ยวข้องกับคนที่กำลังจะตาย
เช่น เป็นพ่อแม่ สามีภรรยา บุตรธิดา ญาติพี่น้อง หรือมิตรสหาย คนส่วนใหญ่มักกลัวความตาย หรือไม่อยากตายด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเป็นคนที่ปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ พิจารณาความตายว่าเป็นที่สุดของชีวิตอยู่เป็นประจำ จะกลัวน้อยลงหรือไม่กลัวเลย ถ้าไม่เคยคิดถึงความตายมาก่อน เพราะไม่อยากคิด ไม่อยากพูดถึง เห็นว่าเป็นเรื่องอัปมงคลแล้ว เมื่อถึงเวลาก็ทำใจไม่ได้ รับไม่ได้ ไม่ยอมรับความจริง เหมือนคนขับรถถ้าขับอยู่ทุกวันก็ไม่กลัวว่าจะมีอุบัติเหตุ เพราะเกิดความเคยชิน แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยขับมาก่อน หรือเพิ่งหัดขับ ไม่มีความคุ้นเคยมักกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

ดังนั้นถ้าเป็นคนที่กำลังจะตาย ก็ต้อยอมรับความจริงแท้นี้ ต้องยอมรับความพลัดพราก จากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง ไม่ห่วงหน้าพวงหลัง ถ้าให้จิตสุดท้ายก่อนที่จะเสียชีวิตอยู่กับบุญกุศลคุณงามความดีแล้ว สุคติจะเป็นแดนเกิด และถ้าก่อนดับจิต มีความเห็นแจ้งว่าความตายเป็นสัจจธรรม ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างลงเสียได้ ยิ่งเป็นความตายที่ประเสริฐที่สุด โบราณาจารย์จึงให้ผู้ใกล้ตายภาวนาคำว่า “พุทโธ” บ้าง “สัมมาอรหัง” บ้าง หรือให้มีพระมาสวดมนต์ มารับสังฆทาน ปัจจุบันมีการเปิดเสียงสวดมนต์ เสียงบรรยายธรรม ให้ฟัง เป็นต้น แต่วิธีรับมือกับความตายที่ดีนั้น ก็คือการพิจารณาความตายอยู่เสมอๆ ทุก ๆ วัน  ทุก ๆ เวลา (ถ้าทำได้) สร้างความเคยชิน เสียตั้งแต่ก่อนตาย บางคนอาจเรียกว่าซ้อมตายไว้ก่อน ก็ได้

ถ้าเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับคนที่กำลังจะตาย ก็ต้องทำตัวให้คุ้นเคยกับความตายเช่นกัน เมื่อมีการตายเกิดขึ้น จะได้ไม่เศร้าโศก ร่ำไรรำพัน เสียใจจนเกินไป ขาดสติ ยิ่งไปเศร้าโศก ร่ำไห้ ให้คนที่กำลังจะจากไปเห็นด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้จิตของผู้ใกล้ตายไม่สงบ แทนที่จะตายไปเกิดในสุคติ จะไปทุคติภพแทน ดังนั้นต้องใช้วิธีเผชิญความตายอย่างเดียวกัน คือพิจารณาให้มากๆ

ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับพระภิกษุซึ่งประชุมกันอยู่ ๗ รูป ให้ระลึกถึงความตายทุกขณะจิต โดยไม่ประมาทกับมัน ลุงใหญ่คิดว่าเราน่าจะได้นำมาพิจารณาโดยทั่วถึงกัน เรื่อง กระตุ้นปัญญาด้วยการคิดถึงความตาย

คราว หนึ่ง...พระผู้มีพระภาคได้สนทนากับภิกษุหลายรูป ในเรื่องเกี่ยวกับความตาย ได้ตรัสถามพระเหล่านั้นว่า...เธอทั้งหลาย ได้เจริญมรณสติอยู่หรือเปล่า ภิกษุ ก็กราบทูลว่า...ได้เจริญอยู่ พระเจ้าข้า
ตรัสถามต่อไปว่า...เจริญอย่าง ไร?
รูปหนึ่งกราบทูลว่า...ชีวิตไม่นานหนอ จะแตกดับภายในวันหนึ่งคืนหนึ่งโดยแท้
รูปหนึ่งทูลว่า...ได้คิดว่าชีวิต จักแตกดับภายในวันหรือคืน อีกรูปหนึ่งทูลว่า...คิดว่าจะอยู่ได้ไม่เกิน เที่ยงวัน
อีกรูปหนึ่งทูลว่า...ชีวิตนี้จักดำรงอยู่ไม่เกินสามชั่วโมง
อีก รูปหนึ่งทูลว่า...อยู่ไม่เกินชั่วโมง
อีกรูปหนึ่งทูลว่า...ชีวิตนี้น้อยคงอยู่ได้ไม่เกินขณะลมหายใจเข้าออก เท่านั้น
ทรงติทุกรูปว่า ยังประมาทในความตาย
ยังคิดว่าตนจักอยู่ได้นานถึงขนาดนั้น ทรงชมเชยรูปที่กล่าวว่าชีวิตนี้มีอยู่ชั่วลมหายใจเข้าหายใจออกเท่านั้น หาอยู่นานไปกว่านั้นไม่ นั่นแหละถือว่าเป็นการเจริญในความคิดเกี่ยวกับความตายโดยแท้ นี้เป็นบทเรียนอย่างยิ่งสำหรับชีวิตเกี่ยวกับความตาย
การคิดถึงความ ตายมิใช่เรื่องของความผิด แต่เป็นเรื่องของความถูกต้อง เป็นเรื่องกระตุ้นเตือนให้เกิดปัญญา เกิดความก้าวหน้าในการประกอบกิจการงาน เพราะเมื่อรู้ว่าอายุเราเป็นของน้อย อาจจะแตกดับลงไปเมื่อใดก็ได้ ก็ควรที่จะได้รีบเร่งประกอบคุณงามความดีต่อไปตามโอกาส
 
ขอให้เจริญในธรรมกันทุกทั่วหน้านะครับ

โดย.. ลุงใหญ่ 22-01-13 

 




.. อวยพร ต้น กับ จินนี่ ครบรอบ 1 ปี ..

สุขสันต์วันครบรอบ 1 ปี ที่เธอกับฉันได้ดูแลกันและกัน
... รักต้องตอบด้วยรัก ...
ลุงใหญ่ ขอให้ ต้น กะ จินนี จงมีสุขมีสุข
จงมีสติในการเรียนรู้แก่กันต่อไปอย่างเข้าใจ

และจงใส่ใจในกันและกันดีกว่าการเอาใจ
 

ด้วยรักจากใจ.. ลุงใหญ่ 13 ม.ค. 56


... "การนับลูกประคำ" ...

"การนับลูกประคำ"

.. การนับลูกประคำ ลุงใหญ่ ขอมอบอุบายวิธีในการประพฤติ ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นแนวทางแห่งการสำรวจจิตสู่ความสงบเป็นสมาธิ ซึ่งเป็นอุบายวิธีการที่พระเถราจารย์ของทางภาคเหนือนิยมใช้กันโดยทั่ว ๆ ไป คือ การทำสมาธิโดยการนับลูกประคำ หรื...อ "การตกลูกประคำ"

.. ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าพระภิกษุ หรือ นักปฏิบัติที่เคร่งครัดของทางภาคเหนือ จะห้อยลูกประคำกันทุกองค์ ในทั้งนี้มิใช่เพื่อความสวยงามแต่อย่างใด หากแต่ว่า เพื่อความสะดวกในการใช้ทำสมาธิได้ในทุกเวลา ทุกโอกาสและทุกที่ โดยไม่ต้องเสียเวลาย้อนกลับไปเอาลูกใประคำเป็นระยะทางไกล ๆ

.. "การตกลูกประคำ" นี้เป็นอุบายนำจิตให้รวมตัวเป็นสมาธิได้เร็ววิธีหนึ่ง จึงขออธิบายถึงวิธีการปฏิบัติมี ๕ ครั้งตอนว่าดังนี้คือ

"ครั้งแรก เมื่อเราไหว้พระและสวดมนต์เสร็จแล้วก็พนมมือแล้วก็อธิษฐานอาราธนาพระกรรมฐาน เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยกพวงลูกประคำวางบนฝ่ามือ
ให้ลูกประคำเม็ดล่างแรกสุด..จับได้ด้วย
นิ้วโป้ง และ นิ้วชี้ ค่อย ๆ คลึงแล้วเขี่ยง
ลงทีละเม็ด โดยเม็ดที่หนึ่งก็ให้ภาวนาว่า พุทโธ พุทโธ ทีละเม็ดให้ได้ ๑๐๘ เม็ด

"ครั้งที่สอง ก็ให้ว่า ธัมโม ให้ครบ ๑๐๘ เม็ด

"ครั้งที่สาม ก็ให้ว่า สังโฆ ให้ครบ ๑๐๘ เม็ด

"ครั้งที่สี่ ก็ให้ว่า อนิจจังไม่เที่ยง ครั้งละเม็ดจนครบ ๑๐๘ เม็ด

"ครั้งที่ห้า ก็ให้ว่า ทุกขังเป็นทุกข์ ทีละเม็ดจนหมด ๑๐๘ เม็ด

.. ครั้งต่อไปก็ให้พิจารณาสังขารว่า
อะนิจจา วะตะ สังขารา อุปาทะวะยะธัมมิโน อุปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโข

.. สังขารของเรานี้ ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน เกิดแล้วก็แก่ ก็เจ็บ เจ็บแล้วก็ตาย ที่สุดไม่มีอะไรเหลือที่จะติดตามตัวเราไปก็เหลือ
แต่คุณงามความดีเท่านั้น

.. ให้ว่าภาวนาไปอย่างนี้ พอภาวนาจบแล้วก็ให้แผ่เมตตาเรียกว่า"ปลงพระกรรมฐาน" เสร็จแล้วก็ให้ยกลูกประคำขึ้นจบ เสร็จแล้วก็ลุกขึ้นกราบพระ นี่ก็เป็นอันเสร็จพิธี ..
(การนับลูกประคำ หรือ การตกลูกประคำ)

โดย.. ลุงใหญ่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๖
 



 

.. Speak Softly Love ..

.. Speak Softly Love ..

แด่เธอ .. ในวันเด็ก ๑๒ มกราคม ๒๕๕๖

กระซิบคำรักของเธอสิ ยอดรัก แล้วโอบฉันนี้ไว้แนบดวงใจของเธอ
ฉันรับรู้คำรักของเธอแล้ว ผ่านเสียงกระซิบแผ่วหวานอันสั่นพร่า
... สองเราต่างก็อยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ โลกที่ทุกอย่างเป็นของเรา
มอบรักแก่กันและกัน ความรักซึ่งผู้ใดก็มิอาจล่วงรู้

ทิวากาลสีแดงดุจดั่งผลองุ่น อบอุ่นด้วยเปลวเพลิงแห่งดวงอาทิตย์
รัตติกาลอันสุดแสนมืดมิด เวลาที่สองเรารวมเป็นหนึ่ง

กระซิบคำรักของเธอ ยอดรัก เพื่อที่พยานรักของเราจะมีเพียงผืนฟ้า
คำสาบานแห่งรักของสองเราในครานี้ จะผูกมัดเราไปจนวันม้วยมรณา
ชีวิตของฉันเป็นของเธอ และนั่นก็เป็นเพราะ...
เธอก้าวเข้ามาในโลกของฉัน ด้วยคำกระซิบพร่ำรักของเธอโดยแท้

ทิวากาลสีแดงดุจดั่งผลองุ่น อบอุ่นด้วยเปลวเพลิงแห่งดวงอาทิตย์
รัตติกาลอันมืดมิดดุจหนึ่งคลุมด้วยกำมะหยี่ เวลาที่สองเรารวมเป็นหนึ่ง

กระซิบคำรักของเธอ ยอดรัก เพื่อที่พยานรักของเราจะมีเพียงผืนฟ้า
คำสาบานแห่งรักของสองเราในครานี้ จะผูกมัดเราไปจนวันม้วยมรณา
ชีวิตของฉันเป็นของเธอ และนั่นก็เป็นเพราะ...
เธอก้าวเข้ามาในโลกของฉัน ด้วยคำกระซิบพร่ำรักของเธอโดยแท้
 
โดย.. ลุงใหญ่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๖
 
 

Saturday, February 9, 2013

การแก้บน (กับ) สิ่งศักดิ์สิทธิ์

..... คำว่าสิ่ง "ศักดิ์สิทธิ์" ในที่นี่ขอให้ความหมายว่า สิ่งที่เปนของควรเคารพ หรือ สิ่งที่ควรแสดงอาการนับถือ และด้วยเหตุผลที่คนเรามีความรู้หรือมีปัญญาที่ไม่เท่ากัน จึงมองความศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกันไป บางคนเห็นว่า เครื่องรางของขลังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรเคารพบูชา และ ในบางคนเห็นว่าฤกษ์ยามงามดีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรประพฤติให้ถูกต้อง

..... บางคนเห็นว่า เทวดา รวมถึง พระพระพรหม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องกราบไหว้บูชา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนนำเอาวัตถุต่างๆที่คิดว่าเปนมงคลมาห้อยไว้ที่คอ ด้วยความหวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองนับถือจะได้ปกป้องคุ้มครองรักษาให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย

..... คนที่เชื่อว่าฤกษ์ยามงามดีเปนสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น จะประพฤติตนหาฤกษ์ยามงามดีต่าง ๆ เสมอ อาทิเช่น ฤกษ์ยามงามดีในการเปิดร้านค้าขาย ทำพิธีบวช ทำพิธีแต่งงาน ฯลฯ เหล่านี้เปนความเชื่อของคนผู้ที่มีความรู้ที่เข้าไม่ถึงความเป็นจริงแท้ (ปรมัตถสัจจะ) เฉกเช่น ที่นางสุชาดาได้ทำพิธีที่ให้ยุ่งยากในการได้มาซึ่งน้ำนมวัวที่ใช้หุงข้าวมธุปายาส แล้วนำมา " แก้บน " กับผู้ที่นางคิดว่า
เปนเทพยดาที่นางได้บนบานเอาไว้

..... ในทางศาสนาพุทธสอนให้ผู้ที่มีปัญญาเห็นถูกตรงตามธรรมเสมอ คือ เห็นเหตุ เห็นผล ถูกตรงตามความเปนจริงแท้ พระพุทธะ
มิได้สอนพุทธบริษัทให้ประพฤติตนเปนผู้บนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดเข้าถึงความเปนจริงแท้ได้แล้ว ย่อมรู้ว่า ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ใด
จะยิ่งไปกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมวินัยที่มีระบุอยู่ในพระพุทธศาสนา ใครผู้ใดนำเอาธรรมวินัยในพระพุทธศาสนามาสถิตไว้กับใจของตนเองได้แล้ว ธรรมวินัยย่อมคุ้มครองรักษาผู้ที่มีธรรมวินัยมิให้วิบัติแน่นอน

..... เหตุผลเพราะว่าธรรมวินัยของพระพุทธะนั้น ท่านทรงสอนพุทธบริษัททั้งหลายได้แก่ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ให้อยู่กับทุกข์โดยมีทุข์เท่าที่จำเปน ทั้งนี้เพราะว่าคนมีการเกิด มีการแก่ มีการตายเป็นทุกข์ ประจำ มีความเจ็บไข้ได้ป่วย (อาพาธ) มีความ
ไม่สมหวังต่อในสิ่งที่ใจคาดหวังไว้ก็เปนทุกข์จร ความไม่สบายกายเปนทุกข์ทางกาย และ ความไม่สบายใจเปนทุกข์ทางใจ ตราบใด
ที่คนเรายังนำพาชีวิตเวียนเกิด - เวียนตายอยู่ในภพภูมิต่างๆ ของวัฏสงสาร ย่อมหนีไม่พ้นความทุกข์

..... ด้วยเหตุนี้ ธรรมวินัยจึงสอนให้ท่านทั้งหลาย และ อุบาสก อุบาสิกา ให้ประพฤติตนมีศีลอย่างน้อยห้าข้อคุมใจ
ศีลเปนวินัย เปนข้อเว้นมิให้คนประพฤติ อุบาสก อุบาสิกา 1. เว้นการฆ่าสัตว์ 2. เว้นการลักทรัพย์ 3. เว้นการประพฤติผิดในกาม
4. เว้นการพูดจาเท็จ และ 5. เว้นการดื่มสุราเมรัย ทั้งหมดนี้ถ้าท่านทั้งหลายเว้นได้แล้ว ย่อมได้รบผลแห่งความดี (อานิสงส์)
คือ มีอายุยืน ปราศจากโรค มีทรัพย์ ปลอดภัย มีครอบครัวที่เปนสุข มีคำพูดที่มีเสน่ห์ เปนที่รักของคนทั่วๆไป และเปนที่รักของเทวดา มีสติตั้งมั่น เปนที่อบอุ่นของสัตว์โลก ....

โดย.. ลุงใหญ่ 10-02-56









Friday, February 1, 2013

แค่ไม่ทุกข์ ... เรียกว่า สุข แล้ว ..?

"ความสุขของแต่คนไม่เหมือนกัน
มันไม่ใช่ของสำเร็จรูป ที่พอแกะกล่องออกทุกคนก็ใช้ได้อย่างดีเท่าเทียมกันทั่วหน้า"

โดย.. ลุงใหญ่ 02-02-56