Wednesday, September 20, 2017

.. เล่าเฒ่าที่รู้ .. "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๓


.. เล่าเฒ่าที่รู้ .. "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๓

"ตำหนักแพ"

 .. ระหว่างทางที่แม่แช่มพาพลอยนั่งเรือ
จากบ้านฟากข้างโน้น ริมคลองบางหลวง
ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามานั้น พลอยเห็นอาคารหลังหนึ่ง หลังคามุงกระเบื้อง
มีช่อฟ้าปิดทองงามระยับอยู่ริมตลิ่
จึงถามแม่ว่า "แม่จ๋า นั่นอะไรน่ะแม่"
แม่แช่มตอบว่า "ตำหนักแพไงลูก"

.. ตำหนักแพที่แม่แช่มตอบพลอยนั้นก็
คือ ชื่อสามัญที่ใช้เรียกท่าราชวรดิฐ ซึ่ง
เป็นท่าน้ำสำหรับเสด็จประทับเรืิอพระที่นั่ง

.. ตำหนักแพหรือท่าราชวรดิฐ เป็นหมู่พระตำหนักน้ำ
อยู่ด้านตะวันตกของพระบรมมหาราชวัง ตอนสมัยต้นรัตนโกสินทร์
เป็นเพียงตำหนักเล็กๆ สร้างยื่นลงไปใน
แม่น้ำเจ้าพระยาทอดคานเป็นทางเดิน
เหมือนเรืิอนแพ จึงเรียกพระตำหนักแพ
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็พระจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวพระตำหนักทรุดโทรม
จึงโปรดให้รื้อและสร้างขึ้นใหม่ ครั้งนี้โปรด
ให้ลงเขื่อนถมและปรับที่ให้เสมอกันสร้างเป็น
หมู่พระที่นั่งใหม่อย่างงดงาม ประกอบด้วยพระที่นั่ง
ทิพยสถานเทพสถิตย์ พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย
พระที่นั่งอนงค์ในสราญรมย์ และพระที่นั่งชลังคพิมาน
โปรดพระราชทานนามบริเวณนั้นทั้งหมดว่า "ท่าราชวรดิฐ์"
อาคารที่พลอยมองเห็นและชี้ให้แม่แช่ม
ดูนั้น น่าจะเป็นพระที่นั่งชลังคพิมาน เพราะเป็นพระที่นั่งองค์เล็ก
อยู่ริมน้ำ สร้างด้วยไม้หลังคามุงกระเบื้องเกล็ดเต่า
มีช่อฟ้าใบระกานาคสะดุ้ง หน้าบันประดับกระจก
จึงทำให้ดู "งามระยับอยู่ริมตลิ่ง"

.. ปัจจุบันพระที่นั่งส่วนใหญ่ในท่าราชวรดิฐ
ถูกรื้อเพราะทรุดโทรดลง คงเหลือแต่พระ
ที่นั่งราชกิจวินิจฉัย เพียงองค์เดียว ..

ปล. ท่าราชวรดิฐ ปี พ.ศ. 2438 .….
ท่าราชวรดิฐ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ด้านหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ถนนมหาราช
 แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ท่าราชวรดิฐ
เป็นท่าเทียบเรือพระทีนั่ง ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของพระบรมมหาราชวัง
เดิมเป็น ที่ตั้งของพระตำหนักน้ำซึ่งสร้างในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นตำหนักปักเสาลงในน้ำ ทอดคาน
เหมือนเรือนแพ มีหลังคามุงกระเบื้อง
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้รื้อตำหนักของเดิมเสีย แล้วลงเขื่อนถมที่ขึ้นเสมอพื้นดิน และสร้างพระที่นั่งขึ้นหมู่หนึ่งเป็นพลับพลาสูงตรงกลางองค์หนึ่ง พระราชทานนามว่า พระที่นั่งชลังคพิมานต่อพลับพลาสูงเข้าไปทางด้านตะวันออก มีพระที่นั่งสูงเป็นที่ประทับองค์หนึ่ง พระราชทานนามว่า พระที่นั่งทิพยสถานเทพสถิต พระที่นั่งข้างเหนือลดพื้นต่ำลงมาเป็นท้องพระโรงฝ่ายหน้าองค์หนึ่ง พระราชทานนามว่า พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย มีพระที่นั่งข้างใต้เหมือนกันกับองค์ข้างเหนือเป็นที่พักฝ่ายใน พระราชทานนามว่าพระที่นั่งอนงค์ในสราญรมย์ ส่วนตรงหน้าพระที่นั่งชลังคพิมานใต้ท่าเสด็จลงเรือ โปรดเกล้าฯ ให้ก่อเขื่อนทำสระเป็นที่สรงสระหนึ่งก่อกำแพงเป็นบริเวณข้างในทั้ง 3 ด้านมีป้อมริมน้ำปลายแนวกำแพงด้านเหนือ พระราชทานนามว่าป้อมพรหมอำนวยศิลป์ ป้อมข้างใต้ตรงชื่อ ป้อมอินทร์อำนวยศร และโปรดเกล้าฯ ให้เรียกรวมกันทั้งบริเวณว่า ท่าราชวรดิฐ แปลว่า ท่าอันประเสริฐของพระราชา ข้างเหนือขึ้นไปทำท่าสำหรับเรือข้าราชการอีกท่าหนึ่ง โปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่า ท่านิเวศน์วรดิฐ ซึ่งปัจจุบันเป็นท่าเรือรับส่งข้าราชการทหารเรือและประชาชนทั่วไปข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาจากฝั่งพระนครไปยังฝั่งธนบุรีขึ้นตรงท่าของกรมอู่ทหารเรือ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งในบริเวณท่าราชวรดิฐชำรุดจึงโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมรักษาพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยไว้ นอกนั้นให้รื้อเสีย ปัจจุบันท่าราชวรดิฐยังเป็นที่เสด็จประทับในการเสด็จโดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค...

เรื่องจริงของจริงใน "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๓ 

 โดย.. ลุงใหญ่ 

 ๐๘ มกราคม ๒๕๕๖ 

** เนื้อหาสาระของความคิดนั้น จะผิด ถูก ตรง ไม่ตรง
ดี ไม่ดี อย่างไร ก็เป็นเรื่องของความคิด

และขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านว่าจะตัดสินอย่างไร เป็นสิทธิส่วนบุคคล

ลุงใหญ่ บันทึกไว้เพื่อกันลืมเท่านั้น 

มิได้ตั้งใจจะสอนอะไรกับใครๆ ทั้งสิ้นครับ **









.. เล่าเฒ่าที่รู้ .. "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๒


.. เล่าเฒ่าที่รู้ .. "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๒

 คลองบางหลวง กับ บ้านฟากข้างโน้น

.. ในเรื่อง สี่แผ่นดิน ผู้ประพันธ์ได้สมมุติ
ให้เจ้าคุณพ่อของพลอยคือ พระยาพิพิธฯ ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองบางหลวง ..?

... @.. คลองบางหลวง คืออีกชื่อหนึ่งของ
"คลองบางกอกใหญ่" สาเหตุที่เรียกว่า
คลองบางหลวง สันนิษฐานว่า ครั้งเมื่อ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้สถา
ปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี มีพวก
ข้าราชสำนักซึ่งถือว่าเป็นคนของหลวง
พากันมาตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่น
สองฟากฝั่งคลองบางกอกใหญ่ คนทั่วไป
จึงเรียกชื่อคลองตอนที่คนของหลวงตั้ง
บ้านเรือนอยู่ว่า คลองบางหลวง

.. มีผู้สันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งว่า ชื่อคลอง
บางหลวง มาจากชื่อบางหลวง ซึ่งเป็นชื่อ
สถานที่หนึ่งที่คลองบางกอกใหญ่ผ่าน
จึงมีผู้เรียกตามชื่อสถานที่นั้นว่า คลองบาง
หลวง แต่จะอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนทั่วไป
ก็ยังใช้ทั้งสองชื่อเรียกคลองสายนี้ตามความถนัดหรือเคยชินของตน

.. คำว่า บ้านฟากข้างโน้น ในเรื่องสี่แผ่นดิน
ใช้แทนคำเรียกพระยาพิพิธฯ พ่อของพลอย

เป็นที่รู้กันทั่วไปในสมัยนั้นว่า บ้านฟากข้างโน้น
หมายถึง บ้านของพวกตระกูลบุนนาค
ซึ่งมีประวัติตระกูลเก่าแก่ สืบเชื้อสายจาก
"เฉกอะหมัด" พ่อค้าชาวเปอร์เซียที่เข้ามา
ค้าขายในไทยสมัยอยุธยา ปลายรัชสมัย
สมเด็จพระเอกาทศรถ และเลยตั้งบ้าน
เรือนอยู่ถาวร ทำคุณประโยชน์ไว้แก่บ้าน
เมือง จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์
เป็น"เจ้าพระยาเฉกหมัดรัตนราชมนตรี"
มีบุตรหลานสืบต่อมา จนถึงนายบุนนาค
ถือเป็นต้นตระกูลบุนนาค เป็นสหายสนิท
กับนายทองด้วง ตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย


 .. เมื่อนายทองด้วงได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์ สมเด็จเจ้าพระยามหา
กษัรตริย์ศึก นายบุนนาคทำหน้าที่เป็นทนายหน้าหอ รับใช้ใกล้ชิด

ร่วมทำศึกกับพม่าหลายครั้ง ภายหลังภรรยาเสียชีวิต
นายบุนนาคได้สมรสกับคุณนวล ซึ่งเป็น
น้องสาวของท่านผู้หญิงนาค ภรรยาสมเด็จ
เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงมีความสนิทสนมผูกพันเพิ่มขึ้น คือ เป็นทั้งเพื่อน และ
เป็นทั้งข้าและเกี่ยวดองเป็นญาติ คือ
เขยใหญ่ เขยน้อย


 .. เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ปราบดาภิเษกเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี
นายบุนนาคก็ได้รับพระราชทานบรรดา
ศักดิ์สูงสุด เป็นเจ้าพระยามหาเสนา และ
ได้ถวายบุตรธิดาคนโตซึ่งเกิดจากภรรยา
เก่า คือ คุณตานี เป็นเจ้าจอม ทำให้ความ
ผูกพันของราชวงศ์จักรี และตระกูลบุนนาค
ยิ่งกระชับแน่นเป็นทวีคูณ บุตรหลานที่เกิด
ในยุคนั้นถือเป็นราชินิกุล ได้เข้ารับราชการ
ใกล้ชิดเบื้ิองยุคลบาททั้งราชสำนักฝ่ายหน้า
และฝ่ายใน


 .. ส่วนการที่เรียกพวกตระกูลบุนนาคว่า
"บ้านฟากข้าวโน้น" มีสาเหตุมาจากครั้ง
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดสถา
ปนากรุงธนบุรี เป็นเมืองหลวงนั้น บรรดา
ข้าราชการทั้งหลายต่างก็ปลูกสร้างเคหะ
สถานอยู่รอบๆ พระราชวัง ณ กรุงธนบุรี
รวมทั้งสมเด็จเจ้าพระยายมหากษัตริย์ศึก
และนายบุนนาค จนเมื่อสมเด็จเจ้าพระยา
มหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกเถลิงถวัลย
ราชสมบัติแล้ว โปรดให้ย้ายเมืองหลวงจาก
กรุงธนบุรี มาอยู่คนละฟากแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่กรุงเทพฯ แต่พวกตระกูลบุนนาคมิได้ย้ายตามมาด้วย
คงตั้งหลักปักฐานมั่นคงจับจอง
ที่ดินสร้างบ้านเรือนขยายอาณาเขตกว้าง
ขวางอยู่ ณ กรุงธนบุรี ดังปรากฎหลักฐาน
เป็นชื่อสถานที่สำคัญในปัจจุบัน มีทั้งชื่อถนน
เช่น ถนนสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งมีเคหะ
สถานของสมเด็จเจ้าพระยาตระกูลบุนนาค
อยู่ถึง ๓ ท่าน ชื่อวัด เช่น วัดประยูรวงศา
วาสวรวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จเจ้าพระยาของ
ตระกูลบุนนาคสร้าง เป็นต้น กล่าวได้ว่า
ในสมัยนั้นคนในตระกูลบุนนาคส่วนใหญ่
อาศัยอยู่ทางฝั่งธนบุรี ดังนั้น เมื่อคนฝั่ง
พระนครเอ่ยถึงผู้คนตระกูลบุนนาค จึงมักเรียกรวมๆ ว่า "บ้านฟากข้างโน้น" และ
เลยกลายเป็นชื่อที่คนทั่วไปรู้กันว่าหากพูด
ถึง "บ้านฟากข้างโน้น" ก็หมายถึง คนหรือ
พวกตระกูลบุนนาค ...!

 ปล.
๑. คลองบางหลวง หรือ บางคนที่เรียกว่า
"คลองบางกอกใหญ่" ก็คือ ลำคลองที่แยก
ออกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงป้อมพระ
วิเศษประสิทธิ์ และ วัดอรุณราชวราราม
แต่ถ้าเป็น ตำบลบางหลวง อยู่ที่ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ..?

 ๒. คลองบางหลวง มีชื่อเป็นทางการว่า
"คลองบางกอกใหญ่"

 ๓. รูปที่แนบมามีรายละเอียดดังนี้คือ
รูปที่ ๑ คือ รูปบ้านเรือนริมคลองบางหลวงในสมัยก่อน
รูปที่ ๒ คือ รูปวัดอรุณราชวราราม
รูปที่ ๓ คือ รูปป้อมพระวิเศษประสิทธิ์พระราชวังเดิม
รูปที่ ๔ คือ รูปคลองบางหลวงในปัจจุบัน

@ โอ้ ... บางหลวง
นามนี้พี่ครองรักหนักหน่วง
พี่หวงเนิ่นนานบางหลวงฝั่งคลอง
ให้พี่ .. หมองใจตื้นตัน
บางหลวงหน่วงใจพี่ฝัน ฝัน สัมพันธ์เสมอ@

เรื่องจริงของจริงใน "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๒

 โดย.. ลุงใหญ่
 ๐๕ มกราคม ๒๕๕๖

** เนื้อหาสาระของความคิดนั้น จะผิด ถูก ตรง ไม่ตรง
ดี ไม่ดี อย่างไร ก็เป็นเรื่องของความคิด

และขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านว่าจะตัดสินอย่างไร เป็นสิทธิส่วนบุคคล

ลุงใหญ่ บันทึกไว้เพื่อกันลืมเท่านั้น 
มิได้ตั้งใจจะสอนอะไรกับใครๆ ทั้งสิ้นครับ **










.. เล่าเฒ่าที่รู้ .. "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๑


.. เล่าเฒ่าที่รู้ .. "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๑

นิยายเรื่อง  "สี่แผ่นดิน" ผู้ประพันธ์โดย
ท่านพลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
นวนิยายเรื่ิองนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง
ในสถานที่จริง และเกิดขึ้นกับบุคคลจริงๆ

... เพราะทั้งเหตุการณ์ สถานที่ บุคคล และ
ตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ผู้ประพันธ์ได้
บรรจงแทรกสอดไว้ทุกบททุกตอนนั้นล้วน
อิงอยู่กับเรื่องจริงของจริงในประวัติศาสตร์
ที่ปรากฎอยู่ในนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งถ้าเป็น
เหตุการณ์ก็ผ่านไปนานแล้ว ถ้าเป็นบุคคล
ก็ล้มหายตายจากหมดแล้ว...?

@ "สี่แผ่นดิน"
นวนิยายที่ใช้ฉาก และ เรื่องจริงของจริง
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในพระบรมมหาราชวัง
ภาพที่เห็นนี้คือ
ท่าราชวรดิษฐ์และพระบรมมหาราชวัง


เรื่องจริงของจริงใน "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๑
 
โดย.. ลุงใหญ่ 
 ๐๔ มกราคม ๒๕๕๖

** เนื้อหาสาระของความคิดนั้น จะผิด ถูก ตรง ไม่ตรง
ดี ไม่ดี อย่างไร ก็เป็นเรื่องของความคิด

และขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านว่าจะตัดสินอย่างไร เป็นสิทธิส่วนบุคคล

ลุงใหญ่ บันทึกไว้เพื่อกันลืมเท่านั้น 
มิได้ตั้งใจจะสอนอะไรกับใครๆ ทั้งสิ้นครับ **





Tuesday, September 19, 2017

กับบางคน ... ไม่ว่าความสัมพันธ์จะจบมานานเท่าไหร่

การยอมรับความจริง และ อยู่กับมันให้ได้

เป็นวิธีเดียว ... ที่จะทำให้เรากลับมี  "ความสุข"  อีกครั้ง

คือ ... การเดินออกมาให้ทัน

ในวันที่หัวใจของเรายังไม่พัง ... ไปมากกว่านี้ ...

เพราะสุดท้าย ...   " เรา ต้อง อยู่ กับ ปัจจุบัน " 


โดย.. ลุงใหญ่
19 กันยายน 2560 
แรม 14 ค่ำ เดือน 10 ปีระกา
วันระกาไม่ถูกกับเถาะ

** เนื้อหาสาระของความคิดนั้น จะผิดถูก ตรง ไม่ตรง ดีไม่ดี
อย่างไร ก็เป็นเรื่องของความคิด 

และ ขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านจะตัดสินอย่างไรด้วย เป็นสิทธิส่วนบุคคล

ลุงใหญ่ บันทึกไว้ เพื่อกันลืมเท่านั้น มิได้ตั้งใจจะสอนอะไรกับใคร ๆ ทั้งสิ้นครับ **


Saturday, April 9, 2016

พบกันเพื่อจาก .. พลัดพรากเพื่อเจอ

ถ้าเราทำ .. ความผิดพลาดมี 50%
ก็จะยังคงอยู่ในใจของเราเสมอ 

ถ้าเราไม่ทำ .. ความผิดพลาดมี 100%

-: วันหนึ่งเมื่อเราทำได้
เราจะพบเส้นทางแห่งความสำเร็จ

-: ที่จะนำพามิตรภาพระหว่างกัน
ให้มาบรรจบกันอีกครั้งนึง 

พบกันเพื่อจาก..พลัดพรากเพื่อเจอ

ปล. ยากที่จะคาดเดาได้..ว่าจะสมหวังหรือไม่

โดย.. ลุงใหญ่
๙ เมษายน ๒๕๕๙

** เนื้อหาสาระของความคิดนั้น จะผิดถูก ตรง ไม่ตรง ดีไม่ดี อย่างไร ก็เป็นเรื่องของความคิด 

และขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านว่าจะตัดสินอย่างไรด้วย เป็นสิทธิส่วนบุคคล 

ลุงใหญ่ บันทึกไว้เพื่อกันลืมเท่านั้น มิได้ตั้งใจจะสอนอะไรกับใคร ๆ ทั้งสิ้นครับ **

Sunday, March 27, 2016

ชีวิตเหมือนละคอนฯ ... ละครชีวิต

ชีวิต ของเราทุกๆคน
ก็เป็นตัวละครส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ฯ

ปล. เตรียมรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นจริง..ของทุกๆชีวิตในโลกละคอนของคุณเองกันนะครับ 

-: สุดท้ายต้องตายทุกตัวละคอน .. ละครแห่งชีวิต

ชีวิต เหมือน ละคอนฯ

• โลกนี้เหมือนละคอนโรงนิดๆ
คิดว่าเราเป็นละคอนอยู่ทั่วกัน
ต่างคนต่างมีบทรำและทำท่า
ต่าง ๆ นานาเหมือนแสร้งสรรฯ

จาก.. ลุงใหญ่
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙

** เนื้อหาสาระของความคิดนั้น จะผิดถูก ตรง ไม่ตรง ดีไม่ดี อย่างไร ก็เป็นเรื่องของความคิด 

และขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านว่าจะตัดสินอย่างไรด้วย เป็นสิทธิส่วนบุคคล 

ลุงใหญ่ บันทึกไว้เพื่อกันลืมเท่านั้น มิได้ตั้งใจจะสอนอะไรกับใคร ๆ ทั้งสิ้นครับ **

โลกนี้ คือ ละคร
http://youtu.be/UkcTwFmgWFw

Thursday, February 25, 2016

สูตร พริก กะ เกลือ โบราณ โดย..ลุงใหญ่

สูตร พริก กะ เกลือ โบราณ โดย..ลุงใหญ่

พริกกะเกลือ เป็นกับข้าวที่ช่วยให้เจริญอาหาร 
ทานข้าวได้มาก ประกอบด้วยเครื่องปรุง .. คือ 
มะพร้าวขูดแล้วไปคั่วด้วยไฟอ่อน ๆ จนเหลือง
นำมาตำใส่เกลือ กับน้ำตาลลงไป 

ตำให้ละเอียดจนมะพร้าวคั่วแตกมัน 
ลุกเคล้าเข้ากันดีเป็นเนื้อเดียวกับ
เกลือน้ำตาล เก็บไว้ได้นาน เวลาจะ
รับประทานนำไปคลุกกับข้าวร้อน ๆ

สูตร พริก กะ เกลือ โบราณ ส่วนผสมมีดังนี้คือ

๑. ถั่วเขียว
๒. มะพร้าวขูด
๓. พริกแห้งเม็ดเล็กๆพอประมาณ
๔. น้ำตาลราย (ขาว แดง ก็ได้)
๕. เกลือป่น

วิธีทำ : 

- ให้ตั้งกระทะเอาถั่วเขียวคั่วไฟอ่อนๆ (ย้ำ ไฟอ่อนๆ)

- คั่วจนถั่วสุก หอม สังเกตุจากเปลือกถั่ว 
เปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลืองแล้วเอาขึ้นพักไว้ 

- จากนั้นนำมะพร้าวขูดลงคั่วเช่นเดียวกันพอสุก 
เอาขึ้นพักไว้ครับ 

- เสร็จแล้วเอาพริกแห้งทำเหมือนเดิมครับ

- เอาถั่วเขียวมาตำให้ละเอียด สุดๆ 
ถ้าไม่ละเอียดจะแข็งครับ

- แล้วเอามะพร้าวลงตำเหมือนกัน 

- ต่อด้วยพริกแห้ง ตำต่อไป พอละเอียดแล้วก็เอาขึ้นพักไว้

- แล้วให้นำครกไปล้างพริกออกให้หมดครับ 
เช็ดให้แห้ง จากนั้น 

- นำเกลือลงตำก่อนไม่ต้องมาก ต่อด้วยน้ำตาล 
ตำให้ละเอียดและเข้ากันชิมรสให้ออกเค็มๆๆหวาน 
อย่าให้หวานมาก แล้วนำขึ้นพักไว้

- จากนั้น นำ ถั่วเขียวและมะพร้าว อย่างละเท่าๆกัน
มาผสมกัน และตักน้ำตาลเกลือที่ผสมแล้วลงรวมกัน 

- โดยชิมรสก่อนว่าหวานเค็มมากกว่ามันหรือไม่
ถ้ามากกว่าก็ให้เพิ่มมะพร้าวและถั่วลงไปครับ 

- พอชิมได้ที่แล้วค่อยเติมพริกลงไป
ตามใจชอบครับ...เป็นอันเสร็จครับ

โดย.. ลุงใหญ่
๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

** เนื้อหาสาระของความคิดนั้น จะผิดถูก ตรง ไม่ตรง ดีไม่ดี อย่างไร ก็เป็นเรื่องของความคิด 

และขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านว่าจะตัดสินอย่างไรด้วย เป็นสิทธิส่วนบุคคล 

ลุงใหญ่บันทึกไว้เพื่อกันลืมเท่านั้น มิได้ตั้งใจจะสอนอะไรกับใคร ๆ ทั้งสิ้นครับ **