Friday, January 11, 2013

.. " ตามรู้ไจ " ..

.. "ตามรู้ไจ" .. หน้าที่เราคือการตามรู้

ใจของเรานี้มันไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนอยู่ตลอด
เดี๋ยวก็คิดถึงคนนั้น แล้วก็เปลี่ยนไปคิดถึงคนนี้ ..?

.. เมื่อสังเกตเราจะเข้าใจและเห็นว่าจริง
ความคิดของเรานั้นเปลี่ยนอยู่ตลอด แล้วเราก็จะเยือกเย็นขึ้น
 ไม่วิ่...งเต้นตามใจตัวเองมากเกินไป แต่ถ้าเรามองไม่เห็น
และไม่รู้ความจริงนี้ เราก็จะไปเกาะติดอยู่กับเรื่องต่างๆ ตามที่ใจคิด
เมื่อใจเราเปลี่ยนมากๆเข้า เราก็จะรู้สึกเร่าร้อนและเหนื่อย..

.. สาระสำคัญและประโยชน์ของการ  "ตามรู้ใจ" อยู่ตรงที่
เราจะสามารถมองเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของใจ 
เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เห็นการหมดไปของสิ่งที่มาปรากฎ
เห็นการดับไปของความคิด และหน้าที่ของเราก็คือ
ตามรับรูู้ความเปลี่ยนแปลงไปของใจไม่ใช่ไปรับ
สิ่งที่ใจคิดมาคิดปรุงแต่งต่อ
 
.. ผู้ที่ไม่เคยเฝ้าตามดูใจก็อาจจะเถียงว่า 
 ใจสามารถคิดถึงเรื่องเดียวนานๆได้
เพราะเคยมีประสบการณ์บางเรื่องที่ลืมไม่ลง
เฝ้าคิดถึงแล้วคิดถึงอีก ก็เลยเข้าใจ นั่นเรียกว่าการคิดเรื่องเดียว
แต่จริงๆแล้วนั่นเป็นการเข้าใจผิด เพราะไม่ได้ตามสังเกต
ดูความเปลี่ยนแปลงของใจให้ละเอียดพอ

.. หากตามดูใจอย่างละเอีดยแล้วจะเห็นว่า
แม้ใจ จะคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนั้นอยู่ตลอด แต่ใจจะเปลี่ยนวิธีคิดไปเรื่อยๆ
คือ คิดถึงในมุมนั้นมุมนี้ เมื่อคิดจบแล้วก็เปลี่ยนมุมคิดใหม่
คิดจบอีกก็เปลี่ยนอีก เป็นอยู่อย่างนี้ตลอด
เพราะฉะนั้นลุงใหญ่จึงขอบอกว่า การคิดนั้นเราไม่ต้องฝึกแล้ว
เพราะเป็นความสามารถพิเศษที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติของใจ
เป็นเรื่องของใจทำได้ดีอยู่แล้ว แต่การเฝ้ามองใจคิดต่างหากที่จะต้องฝึก และฝึก

ปล. ดังนั้นเราต้องมองเห็นคุณค่าของทุกๆอารมณ์ ทุกๆความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับใจให้เท่ากันให้ได้ ไม่ว่าจะฟุ้งหรือสงบก็มีคุณค่าเท่ากัน หากอารมณ์นั้นสามารถทำให้เกิดสติสัมปชัญญะ เกิดปัญญา มองเห็นอนิจจังทุกขัง อนัตตาได้อยู่ที่รู้ นี่คือ "ตามรู้ใจ"

 โดย.. ลุงใหญ่ 07-01-56




.. "ชีวิต และ ความหวัง" ..

แด่เธอ .. สมหวัง 05-01-56

 ..... ชีวิต และ ความหวัง .....

.. เหมือนท่องกระแสธารกาลเวลา
คือการเดินทางมาโดยเคลื่อนไหว
ผ่านร้อนผ่านหนาว ณ คราวใด
ก็หมายใจว่าจะมีปีใหม่มา

... .. ให้ชีวิตมีคืนวันการเริ่มต้น
เพื่อเสาะค้นเส้นทางแสวงหา
เพื่อลบความหลังอันค้างรา
เพื่อกล้าก้าวใหม่ในอีกปี

 .. ที่ร้าวรอนอ่อนล้าจะกล้าฝัน
โดยรอวันเคลื่อนจักรราศี
ที่จะเริ่มตั้งต้นเป็นคนดี
โดยวิถีที่สว่างกว่าวันวาน

 .. โดยเชื่อว่าวันพรุ่งนี้จะมีพร
จากแววตาอาทรสวยสะอ้าน
หัวใจจักมีดนตรีการ
เป็นความหวานความหวังหว่างวันวัย
 
.. ที่เคยผิดพลาดหรืออาจพลั้ง
ก็กล้าหวังว่าจะมีวันปีใหม่
มีความงามความฝันความมั่นใจ
มีเปลวประกายไฟในดวงตา

 .. ซึ่งจะสวยเหมือนแดดใสในวันหนาว
และอุ่นราวลำแสงแรกอุษา
การเดินทางที่ผ่านกาลเวลา
จะตั้งความปรารถนาไว้ยาวนาน
.. ว่าปีใหม่จะต้องดีกว่าปีเก่า
บนเส้นทางที่รอยเท้าจะก้าวผ่าน
กลีบดอกไม้แบบบางจะเบ่งบาน
มีทิพย์ธารให้จิบประจงใจ
.. มีเพลงคำพรซึ่งแผ่วขาน
กล่อมชีวิตจิตวิญญาณอยู่หวานไหว
ให้คืนให้วันที่ผ่านไป
เพิ่มคุณค่าใหม่ประมวลมา
.. คือวันพรุ่งนี้ในชีวิต
ค้างอยู่ในความคิดอันโหยหา
ว่าจะมีปีใหม่ในชีวา
จะมีความเติบกล้าไปตามกาล
.. คืนวันหมุนวงล้อกาลเวลา
 ชีวิตเหมือนเดินทางมาร่วมโดยสาร
จะมีฝันและมีจินตนาการ
ให้หวานความหวังไปทั้งปี...
ปล. ไม่มีใครอ่อนแอได้ตลอดเวลา
และไม่มีใครเข้มแข็งอยู่นิรันดร
ถ้าวันนี้เรายังมีแรง มีพลังความหวังอยู่
อย่าลืมช่วยคนข้างๆกาย หรือคนที่เราได้พบเจอ
และอย่าลืมดูแลคนที่ดูแลคุณ
.. ความหวังเป็นเหมือนแสงตะวันของชีวิต
ในยามที่มีชีวิตมืดมิดไปทุกด้าน อย่าลืมจุดแสงแห่งหวังไว้..
เพราะถ้าไม่มีแสงนี้แล้วชีวิตอาจพเนจรร่อนเร่ไร้จุดหมาย
และจมลงไปในความมืดมิดแห่งความทุกข์ตลอดไป
จงอดทนและเข้มแข็งพอที่จะรอดวงตะวัน
โผล่พ้นขอบฟ้าในยามรุ่งอรุณ เพื่อที่จะได้มองเห็นโลกสว่างไสว
อบอุ่นและสวยงามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง..ขอให้สมหวังนะครับคนดี..?
โดย.. ลุงใหญ่ 6-1-56








" สุข หรือ ทุกข์ ให้กลับมา " ..

แด่เธอ .. อันเป็นที่รัก ของใคร..ใคร

..... สุข หรือ ทุกข์ ให้กลับมา .....


 จะเตรียมรักเอาไว้ให้ .. "มากกว่ารัก"

โดย.. ลุงใหญ่ 04-01-56








Thursday, January 10, 2013

แด่เธอ ณ สมหวัง "เดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย"

(สมหวัง กับ คาดหวัง คือ สิ่งที่คาดไม่ถึง)

ความหวังทำให้หัวใจอบอุ่น.....แต่ความคาดหวังกลับทำให้ชีวิตร้อนรนดังนั้นการที่เราจะคาดหวังให้ใครคนนั้นเป็นอย่างนั้น...ให้คนนี้เป็นอย่างนี้จึงเป็นเรื่องที่ลำบาก ต่อการมีชีวิตกับความคาดหวัง

บ่อยครั้งที่คนเรารู้สึกผิดกับหลายๆอย่างที่ได้ทำลงไป บ่อยครั้งที่เราอยากแก้ตัวใหม่ อยากที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต นั่นก็เพราะตัวของเราเองยังไม่ดีอย่างที่เราคิดนั่นเอง แล้วเราจะไปหวังให้คนอื่นๆเป็นได้ดังใจของเราได้อย่างไร

การที่เราคบใครสักคนต้องใช้เวลามหาศาล....เวลาเช่นนั้นจึงมาแบ่งชีวิตของเราจากโลกที่เราเคยมีโอกาส ทำสิ่งต่างๆตามอำเภอใจออกไป..เฉกเช่นการวาดรูปภาพด้วยสีน้ำมัน ต้องอาศัยพู่กันหลายขนาด อาจต้องใช้สีหลายประเภท ต้องมีการลบ การแก้ไข วาดใหม่อยู่หลายครั้งหลายครา

แม้กระนั้นภาพที่ปรากฎออกมา อาจไม่เป็นเหมือนที่เราฝันไว้ก็ได้ แต่การวาดรูปดังกล่าว...อย่างน้อยก็ควรจะต้องมีอะไรสักอย่าง ที่ไปในทิศทางเดียวกันบ้าง เช่นโทนสี ถึงจะไม่ใช่โทนเดียวกัน แต่ก็ไม่ควรขัดแย้งกันจนดูผิดไปจากความตั้งใจ

ดังนั้นถ้าจะเปรียบกับการคบหาสมาคมกันแล้ว แม้ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันทุกอย่าง แต่ก็ไม่ควรที่จะต่างกันไปทุกเรื่อง

หากแม้คนที่เราคบบางคนไม่ได้เป็นและไม่ใช่อย่างที่เราคิด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก...เพราะบางทีก็ต้องปล่อยให้ชีวิตมันได้เรียนรู้บ้าง

ขึ้นชื่อว่าคน มีทั้งดีบ้าง...เลวบ้าง ......ใช่บ้าง..ไม่ใช่บ้าง จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เราจะต้องเกิดความปวดร้าวเลย...เพราะจิตใจนั้นมีกลไกที่สลับซับซ้อนมีความรู้สึกที่ยากหยั่งถึง จนแม้แต่ตนเองก็ไม่สามารถบอกอะไรได้ว่า...ตนเองเป็นอะไรไป ด้วยทุกคนรู้ว่า.... "สิ่งที่เข้าใจยากที่สุด คือสิ่งที่ไม่มีวันเข้าใจ"....

จิตใจคนเรานั้นอยู่เหนือการควบคุม ...เมื่อสุดความสามารถแล้วก็จงปล่อยมันไป อย่าเก็บกลุ้มจนเป็นปัญหา....เพราะปัญหานั้นจะจับเราโยนเหวี่ยงเข้าไปขังในห้องมืดทึบอย่างแรง แต่ทว่าพลาดไปก็ไม่จำเป็นต้องตกใจมากมาย จนเสมือนรีบร้อนหาทางออกมา

หยุดนิ่งๆ นั่งปรับใจ...ปรับอารมณ์..เสมือนปรับสายตาให้เคยชินสักพัก การที่เราปลีกตนเองออกมาเงียบๆไม่มีคนรบกวน ทำให้เรามีเวลาทบทวนอะไรต่างๆมากขึ้น โดยให้กำลังใจตนเองด้วยความจริงว่า..

ห้องทุกห้องในโลกนี้ย่อมมีประตู แต่เพราะความมืดมีมากจึงทำให้เราหาประตูนั้นยากสักนิด จงอย่าท้อถอย...แสงสว่างที่ลอดมาจากช่องประตูอาจเลื่อนรางยิ่งนักแต่นั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่จะบอกเราได้ว่า...เรายังมีความหวัง ด้วยเพราะแสงสว่างเพียงเล็กน้อยนั้นนั่นเอง..

ความจริงที่เราทุก ๆ คนไม่อาจโต้แย้งได้นั้น ก็คือ..เราแต่ละคนมีความรักตัวเองเป็นอย่างยิ่ง

มีพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า....ทรงตรวจดูไปทั่วทิศทั้งปวงแล้ว
ก็ทรงพบว่าตนเองนี่แหละเป็นที่รักของตน

เพราะฉะนั้นเมื่อรักตนและมีความยึดชีวิตยิ่งอย่างนี้ สิ่งที่ต้องกลัวด้วยกันทั้งนั้นก็คือ...กลัวตาย เพราะความตายนั้น เป็นสิ่งที่มาเด็ดเอาสิ่งที่รักยิ่งไป
คือมาตัดรอนตน...ฆ่าตนนี้เองให้สิ้นไป

หรือหากจะเปรียบชีวิตของคนเราก็เหมือนใบไม้...ก็เป็นใบไม้ที่ไม่รู้วันร่วงหล่นของตนเอง เมื่อถึงเวลาที่ปลิดขั้ว....ก็เพียงปลิดปลิวลงจากกิ่งก้าน ใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงหล่นตามกาลเวลา ก็ได้ทำหน้าที่ของมันมาแล้วอย่างดี หน้าที่ที่ได้เคยมอบร่มเงาให้ผู้คนได้พักพิง เคยให้อากาศยามเช้า และให้ความสดชื่นอวดใบที่สะพรั่งให้ต้นไม้สวยงามและสมบรูณ์ก่อนที่จะปลิดปลิวลงสู่พื้นดิน

หลากหลายเหตุผล ที่ทำให้ใบไม้สีเขียวต้องร่วงหล่น ด้วยเพราะแรงลม และบางใบก็โดนเด็ดเล่น...จะเห็นได้ว่าทุกอย่างอยู่เหนือการคาดคิด... และเกินกว่าจะตั้งตัวทัน เช่นเดียวกับชีวิตของเราทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่..ไม่อาจกำหนดวันสุดท้ายของตนเองได้

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีวันสุดท้ายด้วยกันทั่วถ้วน..จึงไม่ควรลังเล ที่จะรอเวลาที่จะทำประโยชน์ให้กับโลก...เพราะโลกไม่มีเวลาให้ใครมากพอ

๏ ๏ อย่ารอถึงวันพรุ่งนี้..
เพราะพรุ่งนี้ไม่เคยมีมาถึง

วันนี้เท่านั้น..วันนี้..จงเริ่มต้นเป็นร่มเงา
เป็นที่พักพิง เป็นทุก ๆ อย่างเท่าที่สามารถเป็น
จงเริ่มหยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้คนรอบข้าง

คนทีเรารัก คนที่เรารู้จัก..และคนแปลกหน้า เพราะหากถึงเวลาดังเช่นใบไม้ใบนั้น เราจะได้ไม่ต้องถามว่า....มีอะไรอีกไหมที่เรายังไม่ได้ทำ เพราะกาลเวลา..ที่นำพาทุกอย่างมาสู่ชีวิต และก็พร้อมที่จะเอากลับคืนทุกวินาที....จึงควรสะสมคุณค่าแห่งความดีให้มีมากขึ้นในตัวเองเถิด

ปล.เพราะขณะที่เราใช้เวลามากขึ้น ๆๆ..ชีวิตของเราก็เหลือน้อยลงทุกที ถ้าเราไม่สร้างประโยชน์ทิ้งไว้...สักวันชีวิตเราก็จะหายไปจากโลกโดยไม่เหลืออะไรเลย..?


ด้วยความปรารถนาดีเสมอครับ
โดย.. ลุงใหญ่ 11-01-13

http://big-jing.blogspot.com/?m1








.. เล่าเฒ่าที่รู้ .. "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๔

"วังหลวง"
.. พลอยมีโอกาสได้เห็นวังหลวงครั้งแรก เมื่อแม่แช่มพาพลอยจากบ้านฟากข้างโน้นมาเพื่อถวายตัวกับเสด็จ แม่แช่มอธิบายคำว่า "วังหลวง" ให้พลอยให้ฟังว่า

"วังหลวงก็เป็นของพระเจ้าอยู่หัวท่านซีลูก ที่พลอยเห็นนั่นแหละ เป็นที่ประทับของท่านทั้งนั้น เสด็จและเจ้านายอื่นๆ ท่านมีตำหนักอยู่ข้างใน"

.. วังหลวงที่แม่แช่มพูดถึงก็คือ พระบรมมหาราชวังอาณาเขตกว้างขวางในพระบรมมหาราชวังแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือ
๑. ส่วนที่เป็นพระราชฐานชั้นนอก อยู่รอบนอกกำแพงชั้นในของพระบรมมหาราชวัง
๒. ส่วนที่เป็นพระราชฐานชั้นกลาง
๓. ส่วนที่เป็นพระราชฐานชั้นใน
๔. ส่วนที่เป็นวัดพีะศรีรัตนศาสดาราม
.. สถานที่ที่แม่แช่มจะพาพลอยเข้าไปนั้น คือ ส่วนที่เป็น "พระราชฐานชั้นใน" ถือเป็นที่ "รโหฐานส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์" เพราะเป็นที่ประทับและที่อยู่ของพระมเหสีเทวี เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม ตลอดจนเหล่าข้าราชบริพาร พนักงานซึ่งล้วนเป็นสตรีทั้งสิ้น..

.. ส่วนประกอบสำคัญในเขตพระราชชั้นใน คือ พระตำหนักที่ประทับของเจ้านาย ซึ่งมีทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ ทั้งเก่าและใหม่
พระตำหนักที่เก่าที่สุดที่คงเหลืออยู่ คือ พระตำหนักที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ลักษณะสำคัญเป็นตำหนักตึกชันเดียว เตี้ยและหนาทึบคล้ายกุฏิวัดในสมัยโบราณ ส่วนพระตำหนักอื่นๆ ได้รับการบรูณปฏิสังขรณ์และสร้างขึ้นใหม่บ้าง เพราะจำนวนผู้คนที่เพิ่มขึ้นทุกรัชกาล ลักษณะของพระตำหนักก็เปลี่ยนไป เช่นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะพระตำหนักจะมีส่วนผสมของศิลปะตะวันตกบ้าง คือเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น ดูสง่างามด้วยเสาสูง แลดูโปร่งสบายขึ้นด้วยระเบียงด้านหน้า แต่ยังคงไม่ทิ้งลักษณะหนาหนักและมั่นคง พระตำหนักที่ทันสมัยที่สุด ก็คือ
พระตำหนักที่สร้างใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

.. พลอยสังเกตเห็นความแตกต่างทั้งลักษณะและขนาดของพระตำหนักต่างๆ ทั้งนี้เกิดจากฐานะขององค์เจ้าของตำหนักซึ่งแตกต่างกันนอกจากฐานะทางพระอิสริยยศแล้ว ยังเนื่องมาจากการผ่านพ้นรัชสมัยขิงแต่ละพระองค์ เช่น เมื่อครั้งยังทรงอยู่ในพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกเธอ พระมเหสีเทวี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม ชีวิตก็จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูแต่เมื่ิอสิ้นรัชสมัย ฐานะก็เปลี่ยนแปลง เป็นพระพี่นางเธอ พระน้องนงเธอ พระเจ้าหลานเธอบ้าง ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูก็จะตกอยู่กับสตรีอีกกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์โดยตรง สิ่งที่แสดงฐานะได้อย่างชัดเจนก็น่าจะเป็นพระตำหนักที่ประทับ หรือเรือนพักอาศัยซึ่งมักเก่าแก่ทรุดโทรมกว่ากลุ่มสตรีที่อยู่ในรัชสมัย และกำลังเฟื่องฟูเป็นที่โปรดปราน

.. เมื่อพลอยเข้าไปอยู่ในวังนั้น น่าจะเป็นตอนกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจาอยู่หัว ในรัชสมัยนี้มีการปลูกสร้างพระตำหนักใหม่หลายองค์ ลักษณะสำคัญคือ เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป มีทั้งอิตาลี เยอรมนี และอังกฤษ ตำหนักที่มีลักษณะเด่นตำหนักหนึ่งคือ "ตำหนักพระราชชายาเจ้าดารารัศมี" คือเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนสูง ๓ ชั้น ศิลปะผสมผสานระหว่างอิตาลีเรอเนสซองส์ และมีส่วนประกอบบางอย่างเป็นศิลปะตะวันออก เช่น หลังคาซึ่งเป็นแบบปั้นหยาวัสดุมุงหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผาไม่เคลือบลวดลายตกแต่งก็เป็นศิลปะผสมระหว่างตะวันตกและตวันออกอย่างลงตัว และที่ว่าตำหนักพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีความแตกต่างจากตำหนักอื่นๆ เช่น ข้าหลวงนุ่งซิ่น ไว้ผมมวย แต่งกายอย่างชาวเมืองเชียงใหม่ ก็เนื่องมาแต่พระราชชายาเป็นธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่ ถวายตัวเข้ารับราชการฝ่ายในเมื่อพระชันษาได้ ๑๔ ปี แม้เจ้านครเชียงใหม่จะอยู่ในฐานะเจ้าประเทศราช แต่ทรงมีรายได้จากการให้สัมปทานป่าไม้เป็นจำนวนมหาศาล เมื่อธิดาเข้ามาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ก็ทรงห่วงใยในความแปลกสถานที่ จึงมักส่งสิ่งต่างๆ อันเป็นเครื่องอำนวยความสุขตามที่พระธิดาเคยชินในบ้านเกิดเมืองนอนเข้ามาถวายเนืองๆ ทั้งข้าวขิงเครื่องใช้ อาหารการกิน ไม่เว้นแม้แต่ผู้คนข้าราชบริพาร ก็ทรงส่งมาถวายเพื่อการรับใช้ ตำหนักนี้จึงเสมืิอนเมืองเชียงใหม่เล็กๆ ในพระบรมมหาราชวัง ...?


ปล. ปัจจุบัน "วังหลวง" คือ กรุงเทพมหานคร นั้นเอง
กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน
อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์...
พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร
เป็นที่ที่สถิตของพระแก้วมรกต
เป็นมหานครที่ไม่มีใครรบชนะได้
มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง
เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้วเก้าประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง
มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย
เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา
ซึ่ง "ท้าวสักกเทวราช"(พระอินทร์)พระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้ .....?


เรื่องจริงของจริงใน "สี่แผ่นดิน" ตอนที่ ๔


โดย.. ลุงใหญ่
๑๑ มกราคม ๒๕๕๖

** เนื้อหาสาระของความคิดนั้น จะผิด ถูก ตรง ไม่ตรง
ดี ไม่ดี อย่างไร ก็เป็นเรื่องของความคิด

และขึ้นอยู่ที่ผู้อ่านว่าจะตัดสินอย่างไร เป็นสิทธิส่วนบุคคล

ลุงใหญ่ บันทึกไว้เพื่อกันลืมเท่านั้น 
มิได้ตั้งใจจะสอนอะไรกับใครๆ ทั้งสิ้นครับ **



Wednesday, January 2, 2013

" สวัสดีปีใหม่ 2556 "

สวัสดีปีใหม่ 2556

 .. ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงได้พิจารณาตัวเอง
ตักเตือนตัวเอง รักษาตัวเอง
ถนอมตัวเอง แก้ไขตัวเอง
โกรธใคร เกลียดใคร พยาบาทใคร

... ริษยาใคร .. ควรเลิกโกรธ เลิกเกลียด
เลิกริษยา เลิกพยาบาท หันมาทำจิตใจ
ให้มีเมตตาปราณีต่อกันและกัน ..?

 .. รักตนต้องถนอมตน - ห่วงใยรักษา
รักตนอย่างยิ่งต้องถนอมห่วงใยรักษา
อย่างยิ่ง
.. สิ่งใดที่ทำมาด้วยความเผลอด้วย
ความประมาท เป็นสิ่งไม่ดีไม่งาม
ในรอบปีที่ผ่านมา ก็จงเลิกละจาก
สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น และหันมาใช้
ปัญญาพิจารณาสิ่งนั้นโดยความรอบ
ครอบ รอบรู้ แล้วตั้งใจทำสิ่งนั้นด้วย
ปัญญาตลอดไป
.. จงตั้งจิตใจของเราไว้ให้อยู่ในสภาพ
บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากสิ่งเศร้า
หมองใจ คิดอะไรก็เพื่อให้เกิดความ
บริสุทธิ์ พูดอะไรก็พูดเพื่อให้เกิดบริสุทธิ์
คบใครก็คบกันเพื่อความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ปล."ชีวิตของเราทั้งหลายก็จะเรัยบร้อย
มีความสุข เพราะเราทำให้มันเกิดสุข"
 
โดย.. ลุงใหญ่ 01-01-13

 

 
 

ค้น - พบ

การ " ค้น - พบ "
คือ ความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ และ คงอยู่

การ " คิด - ค้น "
คือ สิ่งที่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการผลิต
ที่สร้างสรรค์จึงจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ และต่อโลก
โลกนี้ไม่ได้ขาดคุณงามความดี .. แต่ขาดการ "ค้น - พบ"

ความต้องการ
คือ เหตุปัจจัยแห่งการ " คิด - ค้น " เพราะความต้องการ
แต่ในบางครั้งสิ่งที่คิดค้นบางอย่างก็เกิดขึ้นมาจากความบังเอิญ
จากผลพลอยได้ของการวิจัยทางวิทยาศสตร์

ความตั้งใจ
คือ การสร้างประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ชาติ
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ดี เหนือสิ่งอื่นใด คือ สิ่งที่คิดค้นนั้น
ต้องเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ และต่อโลก แต่ทุก ๆ สิ่งในโลกใบนี้
มักจะไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา

ปล. พระพุทธเจ้าท่านทรง " ค้น - พบ " สัจธรรมว่า
"ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุปัจจัย" ธรรมชาติอันเป็นปัจจัยอาศัย
ซึ่งกันและกันเกิดขึ้นเป็นขบวนการที่เกี่ยวเนื่องกันดุจลูกโซ่ที่ไม่มี
จุดจบ แต่สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ยอมเชื่อ ...
การค้นพบสัจธรรม
ไม่มีความสามารถในการ " คิดค้น" สิ่งของเครื่ิองใช้ แต่สิ่งที่ผู้อื่น
คิดค้น หรือ ค้นพบ เราควรให้การยอมรับ และสำนึกในพระคุณ
คนที่มีจิตสำนึกในพระคุณอยู่เสมอนั้นจะ "ค้น-พบ" ว่าความจริง
เราสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุข มีความยินดีได้ ทั้งชีวิต...?
ฝากไว้ให้ "ค้น - พบ" โดย.. ลุงใหญ่ 02-01-13